ยีราฟขวิดหวิดสลบ

  หนุ่มโพสต์คลิป หวิดถูกยีราฟขวิด หลังจะเข้าไปจับขณะมันกำลังกินอาหาร โชคดีหลบได้หวุดหวิด บาดเจ็บเล็กน้อย ด้านสัตวแพทย์เตือน มันคือวิธีการป้องกันตัว เชื่อหากอยู่ในระนาบเดียวกัน อาจโดนเตะ ซึ่งหนักกว่า แนะเที่ยวสวนสัตว์ต้องเคารพกฎ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้โลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก ได้มีการแชร์คลิปหนุ่มคนหนึ่งชื่อ Surakij Becky Suppachockchai ซึ่งเป็นคลิปที่กำลังจะไปจับหัวยีราฟ ในสวนสัตว์แห่งหนึ่ง ใน จ.ขอนแก่น ปรากฏว่า แต่แล้วจู่ๆ ยีราฟ ตัวดังกล่าว ได้ใช้เขาขวิดหนุ่มคนดังกล่าว จนต้องกระโดดตัวหลบ ควายล้วนๆไม่มีวัวผสม มีลูกบอกลูก มีหลานบอกหลาน ไปเที่ยวสวนสัตว์ไม่ต้องเสือกอยากไปจับตัวมัน ปล.1ตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่ดีจร้าาา ปวดๆตรงหลังหูนิดหน่อยปล.2 คนเหี้ยไรโดนยีราฟขวิด 😓😓😓(for licensing/usage,please contact licensing@viral.com) Posted by Surakij Becky Suppachockchai on Sunday, June 11, 2017 ซึ่งเจ้าตัวได้โพสต์ข้อความว่า ควายล้วนๆ ไม่มีวัวผสม มีลูกบอกลูก มีหลานบอกหลานไปเที่ยวสวนสัตว์ไม่ต้องเสือกอยากไปจับตัวมัน ปล.1 ตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่ดีจร้าาา ปวดๆ ตรงหลังหูนิดหน่อย ปล.2 คนเ_ยไรโดนยีราฟขวิด ทีมข่าวได้สอบถามไปยังผู้โพสต์คลิป ทราบชื่อ คือ นายสุรกิจ ศุภโชคชัย โดยเล่าว่า วันนั้น เป็นวันที่ 11 มิ.ย.60 ที่ผ่านมา โดยได้ไปเที่ยวสวนสัตว์แห่งหนึ่ง ใน จ.ขอนแก่น ระหว่างนั้นก็เห็นยีราฟอยู่ ซึ่งกำลังจะกินอาหาร ด้วยความสนใจจึงอยากจะเข้าไปจับหัวมัน ปรากฏว่า ระหว่างนั้น ตอนที่ตนเผลอ มันก็เอาหัวเหวี่ยงที่จะขวิดตน ตนตกใจเอี้ยวตัวหลบ แต่เขามันเข้ามาเฉียดที่ระหว่างหัวกับใบหู ทำให้บาดเจ็บเล็กน้อย หากโดนเต็มๆ ผมคงสลบนอนหลับตรงนั้น เจ้าของคลิปเล่าให้ฟังอย่างติดตลก “ผมไม่ได้เที่ยวสวนสัตว์มานานแล้ว นี่เป็นรอบหลายสิบปี ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะโดนแบบนี้ อย่างไรก็ตาม ครั้งหน้าถ้าจะไปเที่ยวอีก ผมจะระมัดระวังตัวให้มากขึ้น” ด้าน นายสัตวแพทย์ ของกรมอุทยานแห่งชาติ กล่าวว่า ยีราฟ ไม่ใช่สัตว์ที่ดุร้ายโดยสัญชาตญาณ เชื่อว่า ที่มันขวิดฟาดแบบนั้น เพราะว่า มันกำลังจะกินอาหารแล้วคน มาเข้าใกล้ จึงมีอาการตกใจและทำการป้องกันตัว อย่างไรก็ตาม สัตว์ไม่ว่าจะเป็นยีราฟ แรด หรือสัตว์ป่า ไม่สามารถเลี้ยงให้เชื่องได้ “เชื่อว่าหากชายคนดังกล่าวยืนในระนาบเดียวกัน อาจจะเจอการป้องกันตัวด้วยการเตะก็ได้ เพราะยีราฟจะป้องกันตัวด้วยการเตะ ส่วนการฟาดนั้น เชื่อว่าจะไม่หนักเท่า เนื่องจากเขาต้องเอี้ยวหัวฟาดขวิด ทำให้ยีราฟเสียการทรงตัว” อย่างไรก็ตาม อยากเตือนประชาชนทั่วไปเรื่องการเที่ยวสวนสัตว์ควรที่จะเคารพกฎของสวนสัตว์ มีป้ายเตือน หรือป้ายให้ความรู้ ก็ควรจะอ่านตามคำแนะนำเสียก่อนอ่านต่อ

สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำกรุงเทพมหานคร

ประวัติความเป็นมา สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำกรุงเทพฯ สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำกรุงเทพฯ ก่อตั้งครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2483 เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว ต่อมาในปี พ.ศ. 2516 ได้รื้อถอนและก่อสร้างขึ้นใหม่เป็นอาคาร 3 ชั้น ตามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและแคนาดาหลังจากนั่นมีพิธีอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2521 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเป็นองค์ประธานในพิธี และในปี พ.ศ. 2546 ได้รับงบประมาณ 37 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงอาคารสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ และก่อสร้างอาคารพรรณไม้น้ำเพิ่มเติมให้มีความสวยงามมากขึ้น กิจกรรมการจัดแสดง อาคารสถานแสดงพันธุ์ปลาน้ำจืด เป็นอาคาร 3 ชั้น จัดแสดงพันธุ์ปลาน้ำจืดท้องถิ่นของไทยชนิดต่างๆ กว่า 100 ชนิด ทั้งปลาสวยงาม ปลาที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ปลาหายาก และปลาใกล้สูญพันธุ์ปลาน้ำจืดของไทยมีทั้งหมดประมาณ 560 ชนิด และปลาน้ำจืดต่างประเทศบางชนิด โดยในบริเวณชั้น 1 จัดเป็นบ่อสัตว์น้ำที่ผู้เข้าชมสามารถสัมผัสได้ (touch pool)ตู้แสดงพรรณไม้น้ำขนาดใหญ่โดยใช้พรรณไม้น้ำสวยงามประดับตู้ชนิดต่างๆ ส่วนบริเวณชั้น 2 มีการจัดแสดงพันธุ์ปลาไทยและปลาสวยงามส่งออกของไทย รวมทั้งการจัดแสดงปลาน้ำจืดต่างประเทศบางชนิดที่น่าสนใจสำหรับชั้น 3 เป็นส่วนปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ จากอาคารนี้มีทางเดินเพื่อไปชมพรรณไม้น้ำสวยงามของไทย และมีชนิดของพรรณไม้น้ำสวยงามที่ส่งออกประมาณ 100 ชนิด ที่นำมาประดับตู้ในอาคารพรรณไม้น้ำซึ่งอยู่ทางด้านหลังเป็นอาคารลักษณะของเรือนกระจก (greenhouse) ที่เพาะชำพรรณไม้น้ำทั้งในตู้กระจก และการปลูกพรรณไม้น้ำในแปลงดินรอบๆ อาคาร นอกจากนี้ยังสามารถชมปลาที่เลี้ยงไว้ในบ่อใต้อาคารแห่งนี้ได้ด้วยดังนั้นจะมีการเปลี่ยนชนิดของปลาและพรรณไม้น้ำที่ใช้จัดแสดงอยู่เสมอ วัตถุประสงค์ สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำกรุงเทพฯ จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับสัตว์น้ำจืดชนิดต่างๆ และปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำให้แก่สาธารณชนโดยการจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำและพรรณไม้น้ำจืดท้องถิ่นในประเทศไทย ชนิดที่หายาก ใกล้สูญพันธุ์และชนิดที่เป็นสินค้าส่งออกไปยังต่างประเทศรวมทั้งพันธุ์ต่างประเทศ นอกจากนี้ยังจัดเป็นสถานที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อีกด้วย เวลาเปิดให้บริการ เปิดให้เข้าชม วันอังคาร – วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00 – 16.00 น. ปิดให้บริการทุกวันจันทร์ การแสดงโชว์พิเศษ – อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก นักเรียน นักศึกษา 10 บาท ผู้สูงอายุ/ผู้พิการ ไม่เสียค่าเข้าชม สถานที่ตั้ง : แผนที่การเดินทาง ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืด เกษตรกลาง จตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 ติดต่อ : เบอร์โทรศัพท์ กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืด กรมประมง โทร. 0 2940 5623, 0 2940 6543, 0 2562 0600 – 15 ต่อ 5118, 5220, 5221, 5222 โทรสาร. 0 2940 5623 ที่มาข้อมูล : กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืด กรมประมง ภาพ : aquariumthailand.comอ่านต่อ

สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล Siam Ocean World

ประวัติความเป็นมา สยามโอเชี่ยนเวิร์ล “สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล” อุทยานสัตว์น้ำระดับโลก แหล่งท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐานโลกอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งใช้งบลงทุนถึง 1.2 พันล้านบาท เพื่อเนรมิตอุทยานใต้น้ำ และเป็นอุทยานสัตว์น้ำขนาดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล อย่างเป็นทางการ ณ วันที่ 9 ธันวาคม 2548 บริษัท สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล จำกัด (อุทยานสัตว์น้ำ สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล) เป็นบริษัทในเครือของ โอเชียนิส ออสเตรเลีย กรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้ประกอบการธุรกิจอุทยานสัตว์น้ำอันดับหนึ่งของโลก ด้วยความเชี่ยวชาญกว่า 15 ปี ปัจจุบัน โอเชียนิส ออสเตรเลีย กรุ๊ป เป็นเจ้าของธุรกิจอุทยานสัตว์น้ำระดับโลกถึง 4 แห่ง ได้แก่ บริสเบนและเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ และที่สยามพารากอน กรุงเทพมหานครซึ่งจะเป็นแห่งที่ 5 ซึ่งใช้เม็ดเงินลงทุนกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ด้วยเนื้อที่กว่า 10,000 ตารางเมตร เทียบเท่าสนามฟุตบอลขนาดมาตรฐานสากล 2 สนาม จุน้ำได้ถึง 4 ล้านลิตร (เทียบเท่าสระว่ายน้ำโอลิมปิก 3 สระ) ภายในสยามพารากอน ชั้น บี1 และ บี2 ซึ่งรวบรวมเอาสัตว์น้ำมากมายหลากหลายชนิด ทั้งสัตว์น้ำจืดและน้ำเค็มกว่า 30,000 ตัว จากสัตว์น้ำกว่า 400 ชนิด โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 7 โซนด้วยกัน แต่ละโซนจะถูกออกแบบขึ้นเป็นพิเศษภายใต้แนวคิดที่ต้องการสร้างบรรยากาศให้เหมือนกับเดินอยู่ใต้ท้องทะเลจริงๆ “เราเชื่อว่าการเปิด สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยจะมีอุทยานสัตว์น้ำกลางกรุงที่มีมาตรฐานระดับโลก ซึ่งใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการก่อสร้างและบริหารงาน ยกตัวอย่างเช่น ระบบกรองน้ำทะเลเทียมที่ใช้ภายในอะควาเรี่ยมนั้น เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท เพื่อให้มั่นใจว่า สัตว์น้ำในความดูแลของเราจะอยู่อย่างมีความสุขเหมือนที่พวกมันอยู่ในสภาวะแวดล้อมตามธรรมชาติ ขณะเดียวกันสัตว์น้ำบางชนิด อาทิ ฉลามเสือทราย ยังเป็นสัตว์ที่ไม่เคยมีการจัดแสดงในประเทศไทยมาก่อนด้วย” มร.เจฟ ออลสัน ผู้จัดการทั่วไปของอุทยานสัตว์น้ำ สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล กล่าว สำหรับโซนทั้ง 7 ภายในอุทยานสัตว์น้ำแห่งนี้ประกอบด้วย โซนแรก Weird and Wonderful ผู้เข้าชมจะถูกห้อมล้อมไปด้วยสิ่งมีชีวิตใต้น้ำที่น่าตื่นเต้นที่แตกต่างไปจากสัตว์น้ำทั่วไป สัตว์น้ำในโซนนี้จะมีคุณสมบัติที่โดดเด่นเฉพาะตัว และบางชนิดก็น่าพิศวงยิ่งนัก โซนที่ 2 Deep Reef เป็นโซนที่จัดแสดงความสวยงามตระการตาของบรรดาปะการังที่มีอยู่บนโลกนี้ไว้ ภายในแทงค์ที่มีความสูงถึง 8 เมตร โซนที่ 3 Living Ocean เป็นโซนสำหรับสังเกตการดำรงชีวิตของเหล่าสัตว์น้ำ ซึ่งบางชนิดก็ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด และมีชีวิตอยู่เพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ต่อไป ในขณะที่บางชนิดก็จะดำรงไว้ซึ่งความเป็นผู้ล่าเสมอ โซนที่ 4 Rainforest ซึ่งจำลองสภาพป่าดิบชื้นตามธรรมชาติ เพื่อนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์และพืชที่อาศัยอยู่ร่วมกันในป่าดิบชื้น และจัดเป็นส่วนที่จัดแสดงพันธุ์ปลาน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเอาไว้ รวมทั้งสัตว์อื่นๆ เช่น ปลาปอดโบราณ รวมทั้งสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่หาได้ยากในปัจจุบัน โซนที่ 5 Rocky Shore การใช้ชีวิตในโซนนี้เต็มไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากเป็นบริเวณที่คลื่นปะทะชายฝั่งอย่างรุนแรง สัตว์ที่กำลังจะเจริญเติบโตก็ต้องปรับตัวและนิสัยเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง โซนที่ 6 Open Ocean เป็นพื้นที่วงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10.5 เมตร จัดแสดงสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลแบบรอบทิศทาง 360 องศา เป็นโซนที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ล่าและผู้ถูกล่าในโลกมหาสมุทร โซนสุดท้าย โซนที่ 7 Sea Jellies เป็นโซนของสิ่งมีชีวิตที่มหัศจรรย์ และลึกลับที่สุดแห่งท้องทะเล นั่นคือ แมงกะพรุน ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีสมอง ไม่มีกระดูก ไม่มีอวัยวะภายใน แต่มันสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ภายใต้ท้องทะเลแห่งนี้ เวลาเปิดให้บริการ เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. การแสดงโชว์พิเศษ ชมโชว์การดำน้ำให้อาหารฉลาม เวลา 13.00 น. และเวลา 16.00 น. ชมโชว์การดำน้ำให้อาหารกระเบนนก เวลา 13.30 น. และเวลา 16.30 น. ชมโชว์การให้อาหารหนูน้ำและนาก เวลา 11.30 น. และเวลา 15.30 น. ชมโชว์การให้อาหารเพนกวิน เวลา 12.00 น. และเวลา 16.00 น. อัตราค่าเข้าชม อัตราค่าเข้าชมชาวไทยและต่างชาติ – ผู้ใหญ่ราคา 350 บาท – เด็ก (สูง 80-120 ซม.) ราคา 250 บาท สถานที่ตั้ง : แผนที่การเดินทาง ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น บริษัทสยามโอเชี่ยนเวิร์ล จำกัด ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น B1-B2 991 ถนนพระราม1 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 (ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS สยาม) ติดต่อ : เบอร์โทรศัพท์ บริษัทสยามโอเชี่ยนเวิร์ล จำกัด กรุงเทพฯ โทร. 0-2687-2000 โทรสาร. 0-2687-2001อ่านต่อ

สวนสัตว์ซาฟารีเวิล์ด

  ประเภทของสัตว์ต่างๆ ภายในสวนสัตว์ – สัตว์ปีก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์น้ำและสัตว์เลื้อยคลาน การแสดงและสิ่งที่น่าสนใจ 1.โชว์โลมา โชว์สิงห์โตทะเล อยู่ในส่วนจัดแสดง “มารีนปาร์ค” ใน ส่วนนี้จะมีการแสดงโชว์ของสัตว์โลกผู้น่ารักมากมายทั้งโชว์สิงโตทะเล โชว์โลมาและวาฬขาว โชว์นก โชว์ช้าง โชว์ให้อาหารหมีขาว ซึ่งการแสดงโชว์ทั้งหมดนี้นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสกับสัตว์แสนรู้ผู้น่า รักอย่างใกล้ชิด 2.มารีนปาร์ค หรือ สวนน้ำ มีสัตว์น้ำและการแสดงโชว์ต่างๆ เช่น การแสดงลิงอุรังอุตัง การแสดงสิงโตทะเล การแสดงสตั้นท์ การแสดงสงครามจารกรรม การแสดงนกและยังมีสวนนกมาคอว์ สวนจระเข้ กับหมีขั้วโลกด้วย 3.ซาฟารีปาร์ค เป็นสวนสัตว์เปิดให้ นักท่องเที่ยวได้นั่งรถชมชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์ตามธรรมชาติ อาทิ เช่น ยีราฟ, ม้าลาย,นกกระจอกเทศ,แรดขาว, แบล็คบั๊ค,นกกระเรียนหงอนพู่, สิงโต,เสือโคร่ง, หมีแคนาดา เป็นต้น สถานที่ตั้ง – เลขที่ 99 ถนนปัญญาอินทรา แขวงสามวาตะวันตก เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ  อ่านต่อ

สวนสัตว์ดุสิต

เกี่ยวกับสวนสวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์ดุสิต เป็นสวนสัตว์และสวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย ซึงเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรปในปี พ.ศ. 2440 และได้ทอดพระเนตรกิจการสวนสัตว์ของต่างประเทศว่าเป็นสถานที่ให้ความเพลิดเพลิน และให้ความรู้เกี่ยวกับสัตว์อย่างดี ดังนั้นหลังจากเสด็จนิวัติประเทศไทย จึงให้จัดสร้างสวนสัตว์ขึ้นในประเทศไทย สวนสัตว์ดุสิต เดิมเป็นสวนหนึ่งของพระราชอุทยานสวนดุสิต ซึ่งประชาชนทั่วไปเรียกว่า “เขาดินวนา” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าให้สร้างขึ้นเป็นสวนพฤกษชาติสำหรับส่วนพระองค์ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2481 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลรัชกาลที่ 8 คณะรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม เห็นว่าสวนสัตว์ดุสิตหรือเขาดินวนาถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าโดยไร้ประโยชน์ จึงได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานให้เทศบาลนครกรุงเทพดำเนินการจัดสร้างเป็นสวนสัตว์และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน และได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานกวางดาว กับสัตว์อื่นๆ อีก 2-3 ชนิด จากสวนอัมพรมาเลี้ยงไว้ในเขาดินวนา ตั้งชื่อสวนสัตว์นี้ว่า “สวนสัตว์ดุสิต” อยู่ในการดำเนินงานของเทศบาลนครกรุงเทพฯ จนมาถึง พ.ศ. 2497 จึงได้จัดตั้งขึ้นเป็นองค์การสวนสัตว์ซึ่งอยู่ภายในสวนสัตว์ดุสิต สมเสร็จบทบาทของสวนสัตว์ดุสิต บริการด้านการศึกษา-วิจัย การนันทนาการ การพัฒนาจิตใจประชาชน เยาวชนให้ตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายแก่สัตว์ป่าที่ยังมีชีวิตอยู่ ศึกษาเป้าหมายเพื่อให้มีการสืบพันธุ์ ขยายพันธุ์ตามธรรมชาติและผสมพันธุ์สัตว์ป่าป้องกันไม่ให้สูญพันธุ์ จัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพให้เหมาะสมตามธรรมชาติที่สัตว์อาศัยอยู่ พัฒนาสภาพแวดล้อมภายในสวนสัตว์เพื่อช่วยพื้นฟูสภาพจิตใจของประชาชาชนให้ดีขึ้นได้ในการเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ สิ่งที่น่าสนใจ สวนสัตว์แห่งนี้เป็นศูนย์รวมการจัดแสดงและให้ข้อมูลต่างๆ พร้อมทั้งยังมีสัตว์อีกมากมายให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชม ภายในสวนสัตว์มีอาคารพิพิธภัณฑ์สัตว์ ZOO MUSEUM อาคารสัตว์หากินกลางคืน NOCTURNAL HOUSE อาคารแสดงสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก เกาะนก ส่วนจัดแสดงนกน้ำ ส่วนแสดงสัตว์ตระกูลกวางและสัตว์ป่าสงวน ส่วนจัดแสดงแพนด้าแดง ส่วนจัดแสดงเสือ เก้งเผือกพระราชทาน เก้งเผือกเพศผู้ที่พบเพียงตัวเดียวในประเทศไทยและเป็นต้นกำเนิดลูกหลานเก้งเผือกในสวนสัตว์ในประเทศไทย ซึ่งเป็นเก้งชนิดนี้แต่ว่ามีภาวะผิวเผือกทำให้มีสีผิวและสีของดวงตาเป็นสีขาวล้วนบริสุทธิ์ ดูแลสวยงามแปลกตาไปจากธรรมดา ซึ่งเก้งเผือกตัวแรกนั้นถือว่าเป็นเก้งเผือกตัวแรกของโลกด้วย มีชื่อว่า “เพชร” เป็นเก้งเพศผู้ มีผู้พบเจอที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เมื่อปี พ.ศ. 2545 และต่อมได้มีการนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานให้นำมาเลี้ยงไว้ยังสวนสัตว์ดุสิตและต่อมาเพชรก็ได้ผสมพันธุ์กับเก้งธรรมดาให้ลูกออกมา เป็นเก้งเผือกและมอบให้สวนสัตว์อีกหลายแห่ง เวทีการแสดงความสามารถของสัตว์          จัดขึ้นเพื่อให้เยาวชนและประชาชนมีโอกาสสัมผัสความสามารถของสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น การแสดงของลิง การแสดงของนกแก้วนกมาคอว์ การแสดงของเหยี่ยวเป็นต้น การแสดงแต่ละรอบจะสาธิตให้เห็นถึงการบิน การกินอาหาร และการเดินของนกการส่งสัญญาณคุยกันระหว่างสัตว์สวนน้ำ ส่วนจัดแสดงลิง ท่านจะได้พบกับพบลิง ค่าง ชะนี และพฤติกรรมความน่ารัก ซุกซน ส่วนจัดแสดงสัตว์ประเภทหากินกลางคืน พบกับสัตว์ป่าน่าสนใจที่ออกหากินในเวลากลางคืน อาทิ ค้างคาว เม่น หมีขอ โดยจำลองสภาพแวดล้อม ส่วนจัดแดงสัตว์เลื้อคลายและสัตว์สะเท้นน้ำสะเทินบน สัตว์เลื้อยคลานกว่า 70 ชนิด ในพื้นที่เลี้ยงกว่า 50 ห้อง ถูกออกแบบเพื่อให้ท่านได้สัมผัสกับสัตว์เหล่านี้อย่างน่าประทับใจ รอบเวลาเข้าชมการแสดงโชว์ แสดงโชว์แมวน้ำ วันจันทร์-ศุกร์ 3 รอบต่อวัน เวลา 10:30 12:30 และ 15:00 นาฬิกา วันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 4 รอบต่อวัน เวลา 10:30 12:30 13:40 และ 15:00 นาฬิกา แสดงโชว์เคนย่าและช้าง วันจันทร์-ศุกร์ 3 รอบต่อวัน เวลา 11:30 13:30 14:30 นาฬิกา วันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 4 รอบต่อวัน เวลา 11:30 13:30 14:30 และ 15:30 นาฬิกา แสดงความสามารถของสัตว์ วันจันทร์-ศุกร์ 3 รอบต่อวัน เวลา 11:30 13:30 และ 14:30 นาฬิกา วันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 4 รอบต่อวัน เวลา 11:30 13:15 14:15 และ 15:15 นาฬิกา ข้อมูลโดยย่อ พื้นที่ 118 ไร่ จำนวนสัตว์ทั้งหมด 1598 ชีวิต ปีก่อตั้ง 1938 สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 288 ชีวิต ผู้เข้าชมต่อปีเฉลี่ย 2,500,000 คน สัตว์เลื้อยคลาน 292 ชีวิต เปิดให้บริการทุกวันเวลา 09:00 – 18:00 นาฬิกา นก 1018 ชีวิต สถานที่ตั้ง เลขที่ 71 ถนนพระราม 5 แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพฯ ประเทศไทย การเดินทาง      – รถโดยสารประจำทาง   – รถประจำทางปรับอากาศสาย 515, 528, 539 และ 542   – รถประจำทางธรรมดาสาย 18, 28 และ 108 แผนที่สวนสัตว์ดุสิตอ่านต่อ